วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Visual control แบบชาญฉลาด ของวงดนตรี Van Halen

(ลิ้งค์ >> https://www.facebook.com/Blacksheeprunbusiness/posts/785280064856159)

วงดนตรี Van Halen เป็นวงดนตรี Rock ที่โด่งดังมากในยุค 1970-1980 พวกเขามีความพิถีพิถันในการแสดง Concert ด้วยการผลิตงานแบบอลังการ จนทำให้พวกเขากลายเป็นวงดนตรีที่ได้รับค่าเหนื่อยในการแสดงสูงที่สุดในช่วงเวลานั้นถึง 1.5 ล้านเหรียญต่อการแสดงเพียง 90 นาที 

เพื่อที่จะสร้าง Concert production ที่ดีเยี่ยม พวกเขาใช้รถบรรทุกจำนวนถึง 18 คัน เพื่อขนอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรี เครื่องเสียง แค่หลอดไฟที่ใช้ในการแสดงพวกเขาใช้หลอดไฟแรงสูงถึง 850 ดวงติดตั้งบนฝ้าเพดานของ Concert hall เพื่อให้ได้ความสวยงามของภาพการแสดงแบบไม่มีที่ติ

Van Halen เป็นวงดนตรีที่มีความปราณีตมากถึงขนาดจัดทำคู่มือในการแสดง Concert ใครที่ว่าจ้างพวกเขาไปออกทัวร์จะได้รับคู่มือนี้ เพื่อไปเตรียมการทุกอย่างให้เพียบพร้อม คู่มือนี้ระบุถึงรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่วิธีการตั้งเวที การติดตั้งเครื่องเสียง การเตรียมห้องพัก อาหารและเครื่องดื่มให้กับทีมงานกับและนักดนตรี

ทราบไหมครับว่าคู่มือที่ว่านี้มีขนาดเท่าไร


เท่ากับสมุดโทรศัพท์เล็ก ๆ เล่มหนึ่งเลยทีเดียว
คู่มือที่ว่านี้หนาทั้งหมด 53 หน้า ระบุรายละเอียดทุกอย่างแบบถี่ยิบ 
ระบุแม้กระทั่งว่าพวกเขาต้องการผ้าเช็ดตัวขนาดใหญ่ 48 ผีน สบู่ 6 ก้อน และโดนัท 48 ชิ้น

คำถามแล้วพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้จัดการแสดงทำตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในคู่มือ

ในคู่มือนี้ มีข้อความที่ระบุไว้เป็นข้อที่ 126 ว่าผู้จัดต้องเอา Chocolate M&M เทใส่โถแล้วมาตั้งไว้ในห้องพักของนักดนตรี โดยมีข้อแม้ว่าต้องเอา Chocolate สีน้ำตาลออกหมดเหลือเพียงสีที่เหลือ 

สำหรับผู้คนที่ไม่เข้าใจจะคิดว่า Van Halen เป็นวงดนตรีแบบเพื้ยน ๆ ระบุข้อความที่ไม่เข้าท่าเลย

สาเหตุที่มีข้อความนี้ เพราะทุกครั้งก่อนออกแสดง วง Van Halen จะทำการตรวจสอบคุณภาพว่าผู้จัดทำตามเงื่อนไขที่พวกเขาต้องการหรือเปล่า

วิธีตรวจสอบคือพวกเขาจะเดินเข้าไปในห้องพัก แล้วไปดูว่าในโถที่ใส่ Chocolate M&M มี Chocolate สีน้ำตาลหรือไม่

ถ้ามีแสดงว่าผู้จัดต้องมีความผิดพลาดในเรื่องคุณภาพของการเตรียมงาน และพวกเขาจะทำสิ่งที่เรียกว่า Line check ใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องเสียง การจัดตั้งเวที หรือเรื่องระบบไฟซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สัญญาระบุไว้ว่าถ้าเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้จัดต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้กับ Van Halen เต็มราคา

นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่เรียกว่า Visual control เพื่อตรวจสอบว่าฝีมือของผู้จัดได้มาตรฐานตามที่ Van Halen ต้องการหรือไม่

สมมติฐานคือถ้าเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้ยังผิดพลาดได้ เรื่องใหญ่ ๆ ไม่ต้องว่ากัน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง Van Halen ได้รับการว่าจ้างไปแสดงที่เมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง และพวกเขาพบ Chocolate M&M สีน้ำตาลในห้องพักนักดนตรี

ทำให้พวกเขาตรวจสอบทุกอย่างใหม่หมด แล้วพบว่าเวทีที่ตั้งใน Concert hall ติดตั้งผิดพลาดทำให้เวทีทรุดตัว ค่าเสียหายทั้งหมดมีมูลค่า 500,000 เหรียญ พวกเขาจึงยกเลิกการแสดงทันที ความหมายคือ Van Halen ช่วยรักษาชีวิตของคนดูและทีมงานที่อาจจะเกิดจากโศกนาฏกรรมของการจัดเตรียมงานที่ผิดพลาด


นี่คือตัวอย่างของการใช้วิธีคิดที่ชาญฉลาดเป็นเครื่องมือทุ่นแรง


(จาก แกะดำทำธุรกิจ blacksheep)

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Integrated Communication for Social Network in PKG : FWLT แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

Integrated Communication for Social Network in PKG : 
FWLT แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

ถ้า PKG จะทำเรื่อง Integrated Communication สำหรับช่องทาง Socia Net Work ตอนน้เรามีอะไรอยู่บ้าง เมื่อดูความหมายและความแตกต่างของแต่ละประเภทแล้ว เราสามารถเลือกข้อมูลสื่อสารได้เลยว่า ข้อความนี้ ควรจะสื่อสารด้วยช่องทางอะไร 


LINE เป็นแอปพลิเคชันให้บริการ Messaging รวมกับ Voice Over IP ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างกลุ่มแชต ส่งข้อความ ภาพ คลิปวิดีโอ หรือจะพูดคุยโทรศัพท์
แบบเสียงก็ได้ โดยข้อมูลที่ถูกส่งขึ้นไปนั้นฟรีทั้งหมด
Facebook บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลายๆ กิจกรรมกับผู้ใช้ Facebook คนอื่นๆ
ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งประเด็นถามตอบในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความหรือบล็อก แชทคุยกันแบบสดๆ เล่นเกมส์แบบเป็นกลุ่ม
Fanpage Page ที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะประชาสัมพันธ์สิ่งต่างๆ เช่น ข่าวสาร กิจกรรม ตลอดจนสินค้าและบริการต่างๆ ให้กับเพื่อนๆ หรือบุคคลอื่นๆ ที่กำลังมองหาหรือมี
ความสนใจในสิ่งที่ประชาสัมพันธ์
Twitter เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ โดยเรียกการส่งข้อความ
นี้ว่า ทวีต (อังกฤษ: Tweet) ซึ่งแปลว่า เสียงนกร้อง
Website หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ในเวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรก
ของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ เว็บไซต์โดยทั่วไปจะให้บริการต่อผู้ใช้ฟรี แต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการ
เพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์นั้น

-----------------------------------------------------------------------------
by : Aree  03/03/2014

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pinterest คืออะไร? Zhoppings ใน Pinterest น่าติดตามยังไง?

จากการเติบโตของ Zhoppings ที่รวดเร็วขึ้นทุกวัน
ผมจึงปรับเปลี่ยน Pinterest ให้เป็นของ Zhoppings แบบเต็มๆ
สามารถเข้าไปติดตามกันได้ที่ www.pinterest.com/zhoppings
ภาพในบรรทัด 10

Pinterest คืออะไร?

ภาพในบรรทัด 9 ปุ่มนี้เป็นโปรแกรมที่ใหม่มากๆ แต่กำลังฮิตสำหรับคนที่ชอบช้อปปิ้ง
Pinterest (มาจากคำว่า Pin โดยตัว P ที่เหมือนหมุดปักกระดาษโน้ตบนบอร์ด บวกกับคำว่า interest ที่แปลว่า "น่าสนใจ")
ส่วนใหญ่คนที่ใช้โปรแกรมนี้ จะเน้นการขายสินค้า อาหาร การแต่งกาย ที่เที่ยว ฯลฯ โดยโพสรูปสิ่งที่เรามี หรืออาจจะเขียนบทความแล้วลงรูปไว้ เพราะการตั้งค่าการโชว์หน้าเพจนี้สวยมาก
แถมยังสามารถเลือกเป็นหมวดหมู่ในการค้นดูได้ด้วย แล้วเมื่อเราสนใจ เราก็ Pin (ปักหมุด) เอาไว้ แล้วเรื่องราวคล้ายๆกันก็จะตามเรามาด้วยครับ ทำให้ง่ายต่อการค้นหามากขึ้นไปอีก

Zhoppings ใน Pinterest

ภาพในบรรทัด 11

วิธีการเข้าไป log in และใช้งาน pinterest 

พิมพ์ url pinterest.com แล้วกดที่ log in now
ภาพในบรรทัด 1

พอขึ้นหน้าต่าง log in ก็พิมพ์ Username และ Password
กด log in
ภาพในบรรทัด 2

พอเข้าหน้าต่างหลักของ Zhoppings แล้ว
กดที่ tab Zhoppings ตรงมุมขวาบนภาพในบรรทัด 3
จะมีแถบเมนูลงมา เลือกที่ Your Boards เพื่อเข้าไปอัพโหลดรูปเพิ่ม
ภาพในบรรทัด 4

เลือก Boards ที่เราอัพโหลดรูป หรือสร้าง Boasrds เพิ่มก็ได้ (Boards เปรียบได้กับการแยกหมวด,ประเภทภาพที่เราโพส)
ภาพในบรรทัด 6

กดที่ add a pin เพื่อเพิ่มรูป
ภาพในบรรทัด 5

เราจะเลือกรูปได้ 3 ช่องทาง
1. From computer รูปจากคอมพิวเตอร์ของเราเอง
2. From a website รูปจากเวบไซด์อื่นๆ เช่น Facebook, Google+, Blogger, Tumblr, hi5! ฯลฯ เพียงแค่เรา copy ที่อยู่ url ของรูปนั้นๆ ก็สามารถเผยแพร่ในนี้ได้เลย (เหมาะสำหรับคนที่มีเวบไซด์เยอะ แล้วไม่ยากเสียเวลาอัพโหลดรูป อย่างผม!)
3. From Pinterest อื่นนี้คือ เลือกรูปจากเพื่อนๆใน pinterest ที่เราตาม follow หรือหมวดต่างๆที่เวบจัดไว้ให้
ภาพในบรรทัด 7

ในที่นี้ เราเลือก From computer ,มันก็จะขึ้นหน้าต่างให้เราค้นหา ก็แค่กดที่ Choose file
ภาพในบรรทัด 8

หลังจากเลือกและอัพโหลด ก็จะสามารถตั้งค่า, คำอธิบาย และเผยแพร่ได้ครับ
ภาพในบรรทัด 9

ง่ายๆ ลองดูกันเลย

คนติดตาม Follow ในตอนนี้

ภาพในบรรทัด 1


วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

PR : วิธีการเชิญเพื่อนๆ มากด like ใน Facebook Fanpage

มีหลายๆคนประสบปัญหาว่า จำนวนกด like ในแฟนเพจที่เราสร้างมา น้อยจัง!

ไม่ยากครับ! เรามีวิธีการเชิญเพื่อนๆ มากด like ใน Facebook Fanpage แบบทำด้วยตัวเองมาบอกครับ

เลือกผู้ดูแลเชิญชวน
ผมใช้ user ประชากิจ ในการเข้าไปมอนิเตอร์แฟนเพจ ประชากิจ เพราะมีเพื่อนถึง 4,xxx กว่าคน

วิธีการ...
เข้าไปที่แฟนเพจเรา
ภาพในบรรทัด 1

แล้วตรงแถวเครื่องมือ จะโชว์หน้าต่างเชิญชวน
ภาพในบรรทัด 2
ก็กดไปครับ มันจะไปเด้งว่า มีคนชวนเรา

หรือจะใช้เครื่องหาจากอีเมล์ ก็ได้นะ
ภาพในบรรทัด 3

วิธีการเชิญแบบแยกเป็นกลุ่มๆ
ถ้าสมมุติว่า คนดูแลคนนั้นไม่เคยทำการเชิญเลย จะเจอคำว่า 
ดูทั้งหมด
ภาพในบรรทัด 1

กดเลยครับ ง่ายเลยที่นี้ จะสามารถเลือกกลุ่มได้เลย
ภาพในบรรทัด 2
ด้านบนคือคนที่เราเพิ่งติดต่อกัน

แต่ถ้าเราจะเลือกเป็นเขตๆ เป็นจังหวัดๆ ให้กดตรงซ้ายบนครับ จะเจอหน้านี้...
ภาพในบรรทัด 3

เรามาลองเลือกกันดูสิ ในที่นี้ผมจะเลือกเขตจังหวัดจันทบุรี นะครับ
ภาพในบรรทัด 4
ชื่อไหนที่จางๆ หมายความว่าเราเคยเชิญแล้ว
ส่วนที่เข้มๆ หมายถึงเรายังไม่เคยเชิญ...

ก็ไปกดเครื่องหมายถูกซะ แล้วก็ส่งครับ
เมื่อเราชิญแล้ว คนที่เราเชิญจะรู้ได้ไง?
พอเราเชิญปั๊บ ก็จะมีข้อความไปเตือนคนที่เราเชิญปุ๊บ
ภาพในบรรทัด 1

แล้วพอเขากด like เรา ก็จะมีข้อความเตือนทันที
ภาพในบรรทัด 2

ง่ายไหม?

ลองกันดูครับผม ขอบคุณครับ

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

"Hashtag" คำศัพท์แห่งปี 2012 จาก the American Dialect Society



(วีดิโอ จากรายการ IT Refresh)

hashtag คือชื่อเรียกสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องหมาย # ที่ใช้เริ่มต้นคำภาษาอังกฤษที่เรากำหนดขึ้น เช่น #hotnews #ch3 โดยเริ่มต้นมาจากการใช้กับ Twitter เพื่อทำให้ Hashtag บ่งชี้เนื้อหาที่เรา tweet ไปนั้น อยู่ในหมวดหมู่ใด ทำให้เมื่อค้นหาผ่าน twitter หรือ sreach engine อื่นๆ ก็จะหาเจอเรื่องราวที่ถูก Hashtag ด้วย
ภาพในบรรทัด 5
    จากความน่าสนใจ และมีคนใช้เพื่อง่ายต่อการค้นหา หรือใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์และการตลาด เพื่อเป็นการสร้างกระแส และทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้อะไรดัง เป็นที่กล่าวถึง หรืออยู่ในกระแส ทำให้ the American Dialect Society (สมาคมอนุรักษ์ภาษาอเมริกัน! แปลถูกไหมเนี่ย? เป็นสมาคมที่ก่อตั้งโดยชาวอเมริกาเหนือผู้ที่รักในภาษาอังกฤษ) โหวตให้เป็น "คำศัพท์แห่งปี 2012" เฉือน YOLO และ Gangnam Style ไปได้

     ซึ่งปัจจุบันการใช้ hashtag ไปไกลกว่าแค่การแบ่งหมวดหมู่ เพราะบางครั้ง hashtag ใช้ระบุถึงเรื่องราวที่ผู้โพสอยากระบาย หรือสร้างความน่าสนใจถึงเรื่องราวที่ตัวเองนำเสนอ อย่างเช่นรูปด้านล่างนี้ ที่เก็บบันทึกโดย @thaitrend
ภาพในบรรทัด 1
หรือใช้อย่างสนุกสนานแบบนี้...
ภาพในบรรทัด 2

ภาพในบรรทัด 4

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่การใช้งานอย่างมากมายและทรงประสิทธิภาพขนาดนี้ จะทำให้ Hashtag จึงถูกยอมรับให้ถูกคัดเลือกครั้งนี้
ภาพในบรรทัด 6
**มาลอง Hashtag กันดูนะครับ :) 
เวลาผมโพสรูปใน instagram หรือ ใน facebook ก็พยายามจะใส่คำพวกนี้ลงไปครับ เพื่อจะได้ค้นหาเจอแบบนี้...
ภาพในบรรทัด 7

(ข้อมูลข่าวจาก : http://www.americandialect.org/hashtag-2012)

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

PR : องค์กร FiSH! คืออะไร?

ภาพในบรรทัด 5ภาพในบรรทัด 1
"ใครจะเชื่อว่า ตลาดปลา จะสร้างไอเดียทางธุรกิจได้"
มอบแด่ทุกคนที่ไปอ่านเมล์พี่ติ๋ม CEW แล้วเจอคำว่า "องค์กร FISH" แล้วไม่เข้าใจครับ 5555+

ผมเคยเจอปกหนังสือเล่มหนึ่ง ในชั้นจัดอันดับขายดีของร้านหนังสือทั่วเมือง ความคิดแรก...
"ทำไมหนังสือทำอาหารเล่มนี้ถึงต้องแนะนำกันทั่วเมือง???"
ความโง่เง่า บวกความเขลาที่ถูกปกปิดความอยากรู้จากหนังสือ How-to ทั้งหลาย ยิ่งเป็นหนังสือจำพวก "พ่อสอนลูกรวย" ยิ่งไม่ต้องพูดกัน ปิดประตูความรู้ไปเลย

จนเมื่อเริ่มทำงานกับผู้ใหญ่ กับอาจารย์ระดับ ป.โท ป.เอก เขาเริ่มพูดถึงหนังสือปกนี้ "เคยอ่านหนังสือชื่อ 'ฟิช!' ไหม? มันดีนะ" จนผมต้องกลับไปค้นอีกรอบว่า "หรือหนังสือทำอาหารเล่มนั้น จะไม่ใช่อย่างที่คิด"

การตามไปดูเมื่อเวลาผ่านไป3-4 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเริ่มย้ายจากชั้นหนังสือขายดี ไปอยู่ในหลืบชั้นวางด้านใน จนพบ...
ภาพในบรรทัด 2
มันทำให้รู้ว่า ไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการผสมอาหารให้เป็นจานๆเลย (โง่มากเลยเรา 555+)
แต่ผมก็ไม่ได้อ่านเท่าไหร่  รู้แต่ว่าเป็นเรื่องของการคิดบวกทางธุรกิจ การสร้างความเป็นกันเองภายในองค์กร แค่นั้น...
...แล้วก็วางลง!

ถ้าพิมพ์จบแค่นี้ คงโดนด่า ...ต้องต่อให้จบใช่ไหมครับ ได้ๆ

โอเค ไปกันต่อ...
ภาพในบรรทัด 1
ผมขอยกบทความในอินเตอร์เนตที่มากมายหลายสำนวณที่พูดถึงความดีงามของหนังสือเล่มนี้... 
มาสรุปโดยย่อ! (ตามประสาคนเข้าใจคนเบื่อการอ่าน เช่นผม!)

     หนังสือเริ่มเรื่องที่ Mary ได้ย้ายมาทำงานที่ Seattle กับสามี ทำงานไม่ถึง 2 ปี สามีก็ตายจากไป ทิ้งลูกเล็กๆ ไว้ 2 คนให้เลี้ยง เธอทำงานที่บริษัทประกันแห่งหนึ่งและมีความก้าวหน้างานเป็นอย่างดี วันหนึ่งเธอก็ถูกย้ายให้ไปทำงานความรับผิดชอบที่สูงขึ้นบนชั้น 3 เธอหนักใจเพราะชั้น 3 นั้นมีชื่อเสียงมานานว่า ไร้ประสิทธิภาพ เชื่องช้า ไม่ตอบสนองลูกค้า อืดอาดไร้ชีวิตชีวา ฯลฯ Mary พยายามหาหนทางแก้ไขลักษณะที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของหน่วยงานนี้ แต่ก็คิดไม่ออก
     จนวันหนึ่ง ระหว่างหยุดพักเที่ยง เธอเดินหาอาหารกลางวัน แล้วก็หลงทางเข้าไปตลาดปลาแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Pike Place Fish
 ภาพในบรรทัด 6  ภาพในบรรทัด 7
     Marry รู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้เห็นต่อหน้า ผู้คนมากมายส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว โดยเฉพาะลูกค้าและนักท่องเที่ยว หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เธอได้เห็นคนขายปลาโยนปลาไปให้พนักงานคิดเงินที่อยู่ไกลออกไปถึง 10-20 ฟุต ไปที่คนเก็บเงินที่จับปลาอย่างแม่นยำ มีการพูดจาหยอกล้อ ขำขันกันอยู่ตลอด ไกลออกไปคนงานกำลังหยิบปลาขึ้นมาขยับเหงือกหยอกล้อเด็กให้หัวเราะ คนขายอีกคนตะโกนไล่ถามผู้คนว่ามีใครสงสัยเรื่องปลาบ้างไหม อีกคนดูเหมือนกำลังคุยกับปลา อีกคนกำลังโยนปูขึ้นไปในอากาศ และเอากล่องรับ ฯลฯ 
  ภาพในบรรทัด 4 ภาพในบรรทัด 8 ภาพในบรรทัด 9 
ทุกอย่างดูวุ่นวายสนุกสนาน และที่สำคัญ ทุกคนที่ทำงานในตลาดนี้สนุกกับงานที่ดูแสนจะน่าเบื่อหน่ายหัวเราะต่อกระซิกเย้าแหย่กันตลอดเวลา และความรู้สึกสนุกนี้ก็ติดเชื้อลามไปถึงคนซื้อและคนที่เข้ามาเยี่ยมชมด้วย ไม่ว่าใครที่เข้ามาในตลาดดูจะรู้สึกสนุกสนานด้วยกันทั้งนั้นขณะที่เธองุนงงอยู่ก็มีหนุ่มคนหนึ่งที่ทำงานที่ตลาดเดินมาถามเธอว่า สงสัยอะไรเกี่ยวกับตลาดนี้บ้างไหม ชายหนุ่มคนนี้ชื่อว่า “Lonnie”
     Mary เริ่มสนิทสนมกับ Lonnie มากขึ้นเมื่อไปตลาดอีกหลายครั้งเพื่อปรับทุกข์เรื่องงานบนชั้น 3 และวิธีการทำงานของตลาด Lonnie อธิบายว่า(ราวกับเป็นศาสตราจารย์ด้านการบริหารมากกว่าเป็นคนขายปลา) ในการทำงานนั้นมนุษย์ทุกคนมีทางเลือกเสมอถึงแม้ว่าจะไม่มีทางเลือกงานได้มากนักก็ตาม ซึ่งทางเลือกนั้นก็คือ “การเลือกที่จะนำทัศนคติมายังที่ทำงาน” ถ้านำทัศนคติอย่างหนึ่งมาที่ทำงาน ก็จะได้ผลงานอย่างหนึ่ง ทุกๆ วันพวกเราที่ตลาดปลาแห่งนี้ตัดสินใจที่จะนำทัศนคติว่างานเป็นสิ่งที่รื่นรมย์มาที่ทำงาน “ถึงแม้เราจะเลือกงานไม่ได้ แต่เราก็เลือกทัศนคติในการทำงานได้” ซึ่งเราก็ได้เลือกที่จะสร้างสรรค์ทำงานของเราให้เป็นที่ๆ น่าอยู่ และเลือกที่จะทำงานอย่างสนุก
     และ "ทัศนคติ" ATTITUDE นี่แหละคือหัวใจสำคัญ เป็นปัจจัยแรกของการทำงานที่ตลาดปลาแห่งนี้
     เมื่อ MARY ได้ไอเดียนี้มา เธอก็เริ่มดำเนินการกับหน่วยงานของเธอ ด้วยการบอกเล่าและโน้มน้าว และร่วมขอความเห็นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดที่จะเลือกสร้างทัศนคติในการทำงาน และชักชวนให้ลูกน้องไปเยี่ยมชมตลาดด้วย
LONNIE ได้เฉลยต่อมาว่า....
ปัจจัยตัวที่สองของความสำเร็จก็คือ PLAY หรือ "การเล่น" ซึ่งมิได้หมายถึงการเล่นอย่างไร้ความหมาย หากแต่ว่าจริงจังกับงาน แต่ก็สามารถเล่นสนุกไปในเวลาเดียวกันได้ในการทำงาน เช่น โยนปลา พูดจาสนุกสนาน ชวนให้ลูกค้าลงมาช่วยบรรจุปลาลงถังด้วยจัดเกมส์ให้ลูกค้าร่วมเล่น เช่น แข่งขันโยนปลา ลดราคาเป็นรางวัล ฯลฯ
ปัจจัยที่สามก็คือ MAKE THEIR DAY "ทำทุกวันให้เป็นวันแห่งการจดจำ" ทำให้ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวจำวันที่มาตลาดแห่งนี้ได้ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ซึ่งการเล่นสนุก การให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น เข้าไปในห้องเย็นเอาสวิงตักปลาในถัง ทำความสะอาดปลา เอามือล้วงเข้าไปในท้องปลาตัวใหญ่ ฯลฯ การพยายามให้ลูกค้าเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยกับงานของตลาดอย่างสนุกสนานจะทำให้มีความรู้สึกที่ดี กับตลาดไปตลอด
ปัจจัยตัวสุดท้ายก็คือ BE PRESENT "อยู่ กับลูกค้า" ซึ่งหมายถึง การให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อสิ่งที่ตนเกี่ยวข้องอยู่ เช่น ให้ความสนใจแก่ลูกค้าอย่างจริงจัง "อยู่" กับลูกค้าโดยไม่ละทิ้งหรือเหม่อลอย ร่วมกิจกรรมกับลูกค้า
ทั้ง 4 ปัจจัยนี้เมื่อรวมกันแล้วเรียกว่า....
"ปรัชญาปลา (FiSH PHILOSOPHY)"
ภาพในบรรทัด 3
    หนังสือจบลงด้วย MARY ได้รับรางวัลจากบริษัท ในการสร้างให้ชั้น 3 เป็นหน่วยงานที่ทุกคนอยากทำงาน ซึ่งมีผลพลอยทำให้เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพของทุกคน ด้วยการสร้างความสนุกสนานในสิ่งที่ทุกคนต้องทำ
    นี่คือสาระจากหนังสือภาษาอังกฤษเล่มบาง 107 หน้าเล่มนี้
     "ปรัชญาปลา" (FISH PHILOSOPHY) นั้น เป็นประโยชน์ไม่เฉพาะแก่องค์กรธุรกิจและองค์กรของรัฐใหญ่เล็กเท่านั้น ยังกินความเป็นไปถึงครอบครัวและห้องเรียนอีกด้วย
     มีคนจำนวนน้อยในโลกที่ได้ทำงานที่ตนรัก และอยากทำงานกัน แต่มีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเลือกงานได้ แต่ก็มีบางคนที่สามารถสร้างความชอบในงานที่ตนต้องทำ (จนได้) หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยความลับในเชิงบริหารจากการเรียนรู้ตลาดปลา เพื่อช่วยให้องค์กรทั้งหลายสามารถเพิ่มจำนวน"บางคน" เหล่านั้นให้สูงขึ้น ความสนุกซึ่งเป็นสมบัติของมนุษยชาติ สามารถเกิดขึ้นในขณะเดียวกับการทำงานที่จริงจังได้ และถ้าเราสามารถทำให้ความสนุกเช่นนี้เกิดขึ้นได้แล้ว เราก็สามารถช่วยทำให้ประโยคที่ว่า "ความสุขคือการชอบสิ่งที่ทำ มิใช่ทำสิ่งที่ชอบ" เป็นจริงขึ้นได้อีกอักโข
     Dr. Kenneth Blanchard ผู้เขียนหนังสือยอดฮิต One Minute Manager ได้กล่าวเน้นไว้ในคำกล่าวนำหนังสือเล่มนี้ อย่างน่าฟังว่า

"... เมื่อเราเลือกที่จะชอบสิ่งที่เราทำ ชีวิตของเราจะเปี่ยมไปด้วยความสุข ความอิ่มเอม และเข้าถึงความหมายของชีวิต ได้ทุกวันที่มาทำงาน ... คนเราใช้เวลากว่าร้อยละ 75 ของเวลาที่ตื่นในแต่ละวันไปในงานและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ดังนั้น เราจึงควรที่จะเลือกที่จะสนุกและกระตือรือร้น กับงานที่เราทำ แทนที่จะรอให้วันศุกร์มาถึง (หรือที่พูดกันว่า Thank God It's Friday)...
... เราจะเลือกทำเฉพาะงานที่เราชอบไม่ได้เสมอไป ดังนั้นเราจึงควรเลือกที่จะชอบงานที่เราทำ..."
ภาพในบรรทัด 10
OK! ขี้เกียจอ่านกันใช่ไหม? งั้นมาอ่านสรุปง่ายๆ กันเลย!!!
หัวใจของ "ปรัชญาปลา" คือ 1ทัศนคติ 2การเล่น 3ให้เป็นวันแห่งการจดจำ 4อยู่ กับลูกค้า
-----------------------------------------------------------There Are Two Rules For Success: 1) Never Tell Everything You Know. -- Roger H.Lincoln
กฎแห่งความสำเร็จมีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ : 1.)ห้ามบอกว่าคุณรู้ทุกเรื่อง! - โรเจอร์ เฮช. ลินคอล์น